วันที่เผยแพร่: 11/12/2025 | แก้ไขล่าสุด: 22/12/2025
‘โซลาร์เซลล์’ ต้องมองไกลให้ถึงปลายทาง
ภายใต้วิกฤติโลกรวน ประเทศไทยได้เร่งเครื่องสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก (NDC) และความเป็นกลางทางคาร์บอน พลังงานแสงอาทิตย์จึงเปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
แผงโซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานราว 25-30 ปี และจำเป็นต้องถูกปลดระวางเมื่อประสิทธิภาพลดลง เมื่อพิจารณาในแง่ของ ภาระการจัดการรายปีที่เกิดจากการติดตั้งจำนวนมากในช่วงปี พ.ศ. 2553 - 2563 คาดว่าประเทศไทยจะต้องจัดการขยะโซลาร์เซลล์ปีละ 18,700 - 28,900 ตันในปี 2583 และเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 44,600 - 66,200 ตันในปี 2593
หากไม่มีระบบการจัดการที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดจากมลพิษจากการรั่วไหลของโลหะหนัก รวมทั้งความเสี่ยงในการลงทุนที่เกิดจากค่าใช้จ่ายการจัดการซากในอนาคตที่ยังไม่มีกลไกความรับผิดชอบที่แน่นอน
สิ่งสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อวางรากฐานในการจัดการ ดังต่อไปนี้
1. กำหนดความรับผิดชอบทางกฎหมาย (EPR/PPP) ผลักดันกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) หรือ PPP (Polluter Pays Principle)
2. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและระบบติดตามแผงโซลาร์เซลล์ (PV Registry and Traceability System)
3. วางระบบเก็บคืนและการใช้ซ้ำ (Collection & Reuse)
4. ยกระดับมาตรฐานโรงงานรีไซเคิล (Recycling Standards)
5. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และโครงสร้างพื้นฐานหมุนเวียน
ข้อเสนอเหล่านี้คือ รากฐานที่สำคัญที่จะทำให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ
ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/environment/1211360