RES
RES RENEWABLE
ENERGY SOLUTION
RES
RES RENEWABLE
ENERGY SOLUTION

วันที่เผยแพร่: 29/01/2026
ส่องตลาดคาร์บอนเครดิตไทย เปลี่ยนผ่านสู่ "การเติบโตยั่งยืน"

สภาวการณ์ของตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทย ในช่วงปีงบประมาณ 2563-2568 พบว่าในปี 2565 มีปริมาณซื้อขายสูงถึง 1.18 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂eq) จากกระแสการตื่นตัวของการกำหนดเป้าหมาย Net Zero ของแต่ละประเทศหลังการประชุม COP26 ที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจเร่งกักตุนเครดิตในราคาที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม ในปี 2566-2567 ตลาดเข้าสู่ช่วงปรับฐาน (Market Correction) โดยปริมาณการซื้อขายลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 6-8 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี แต่ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ในช่วง 80-125 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยเฉพาะในภาคป่าไม้ ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 279.06 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยราคาเคยทะยานไปถึง 3,000 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสะท้อนว่า “ผู้ซื้อไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่ปริมาณการชดเชย แต่เริ่มพิจารณาถึงความพรีเมียม คุณภาพสูง และผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) ของโครงการมากขึ้น”

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ประเมินว่าตลาดจะเติบโตในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณในระยะสั้น (Quality over Quantity) โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทาง คือ

1) การยกระดับสู่ Premium T-VER ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (CORSIA หรือ Article 6 ของความตกลงปารีส) จะทำให้คาร์บอนเครดิตไทยสามารถส่งออกหรือขายให้องค์กรในต่างประเทศได้ในราคาสูงขึ้น

2) ราคาจะขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกที่ยากขึ้น (Marginal Abatement Cost) อาจทำให้ราคาเฉลี่ยแตะระดับ 300–500 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า

3) การเข้ามาของสถาบันการเงิน เราจะเห็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อิงกับคาร์บอนเครดิตมากขึ้น เช่น Carbon Credit Link Loan ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตลาด


ที่มา: https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9690000009439

สถิติการเข้าชมข่าวนี้

2

ผู้เข้าชมทั้งหมด

1

วันนี้

2

เดือนนี้

2

ปีนี้